<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อนุทิน&#039;ย้ำจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 30 ล้านโดส ส่งมอบปลายเดือน ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - เมื่อวันพฤหัสบดี ที่กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวัคซีนแห่งชาติ จัดการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2564 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุม และดร. สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ในประเทศ มีความก้าวหน้าตามลำดับ โดย 1 ชนิดกำลังเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 คือ&amp;nbsp; Protein Subunit ของบริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 ชนิด กำลังเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 คือ ชนิด mRNA ของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวัคซีนโควิด 19 HXP&amp;ndash;GPOVac ขององค์การเภสัชกรรม และอีก 1 ชนิด อยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง คือ วัคซีนโควิเจน ชนิด DNA ของบริษัท Bionet-Asia จำกัด นับเป็นความก้าวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์และการสาธารณสุขไทย&amp;nbsp; ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในส่วนของการนำเข้าวัคซีน ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าถึงและสั่งซื้อวัคซีนโควิด 19 เพื่อมาให้บริการฉีดให้แก่ประชาชนหลายชนิด ส่วนของวัคซีนไฟเซอร์ ทางรัฐบาลได้อนุมัติให้กรมควบคุมโรคจัดซื้อเบื้องต้น 20 ล้านโดส และทางบริษัทสามารถจัดหาเพิ่มอีก 10 ล้านโดส รวมเป็น 30 ล้านโดส ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะสามารถส่งมอบได้ในปลายเดือนกันยายน 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนรายละเอียดเรื่องกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนนั้นให้เป็นเรื่องของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาต่อไป หน้าที่ของรมว.สาธารณสุข คือการสนับสนุน จัดหางบประมาณมาให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.นคร&amp;nbsp; เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้เห็นชอบใน (ร่าง) นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2570 พร้อมแผนงานโครงการและกรอบวงเงินงบประมาณ และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่ง (ร่าง) นโยบายฯ ฉบับนี้เป็นฉบับที่สำคัญและจะทำให้เกิดความมั่นคงด้านวัคซีนรวมทั้งเป็นกรอบการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งยังเป็นแผนการทำงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการวิจัย พัฒนา การประกัน การผลิต การควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการและการจัดหาวัคซีน รวมทั้งการกระจายวัคซีน กรอบการทำงานมีความคลอบคุมในด้านการทำงานของวัคซีนทั้งระบบ ในส่วนของการดำเนินการได้มีความเห็นของประชาชน พร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดทำและวิเคราะห์เพื่อเสนอคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส&amp;nbsp; การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้รายงานถึงความก้าวหน้าการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ขณะนี้ทั่วประเทศมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแล้ว จำนวน 25 ล้านโดส โดยมีแผนให้บริการ 10 ล้านโดสในเดือนกันยายน และจะเร่งฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค และหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อควบคุมการระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ&amp;nbsp; ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113937</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดหาวัคซีน, นพ.นคร เปรมศรี, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f26ce75212.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.แจงวัคซีนไฟเซอร์1.5ล้านโดสจัดสรร4กลุ่ม ยันไม่มีฉีดวีไอพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงถึงความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์&amp;nbsp; โดย นพ.สุระ วิเศษศักดิ์&amp;nbsp; รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า เมื่อ 2-3 วันที่แล้วมีกรณีการะแสในสังคมค่อนข้างมากเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์สำหรับฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เมื่อเช้าวันนี้ ทาง สธ.ได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้มีมติเห็นชอบในการนำเสนอความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์คงเป็นข้อกังวลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า จะจัดสรรให้กับใครได้บ้าง โดยมีการชี้แจงในวันนั้นว่าใครจะได้รับวัคซีนบ้าง จึงมีประเด็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการดูแลคนไข้อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด19 มีทั้งเจ้าหน้าที่ระดับตำบล หรือเจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ จะได้รับวัคซีนหรือไม่ ก็ขอยืนยันว่า วัคซีนไฟเซอร์จะครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด19 โดยตรง และผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับการบริจาคจากสหรัฐอเมริกาประมาณ 1.5 ล้านโดส จะมีจัดสรรกระจายให้กับ 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด19 ที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ช่วยงาน หรือพนักงานเก็บศพ จำนวน 700,000 โดส&amp;nbsp; 2.จังหวัดที่มีการระบาด มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 13 จังหวัด 645,000 โดส 3.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยและชาวไทยผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา รวม 150,000 โดส และ 4.ทำการศึกษาวิจัย จำนวน 5,000 โดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในกลุ่มอื่นๆ กรณีที่คิดว่าจะมีประเด็นปัญหาว่าจะตกหล่น ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการทุกหน่วย สามารถเสนอผ่านมาทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ให้ส่งข้อมูลมาที่กรมควบคุมโรคได้ ในกรณีที่ต้องส่งเพิ่มเติม ส่วนที่สอง พื้นที่ 13 จังหวัดที่มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ติดต่อทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพราะสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด คงจะมีการกระจายวัคซีนไปยังจุดฉีดที่สำคัญในพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเสี่ยงได้มารับวัคซีนจากการนัดหมายล่วงหน้า ซึ่งกรุงเทพฯ ให้ประสานกับสำนักอนามัย สำหรับส่วนต่างวัคซีนที่เหลือหลังจากจัดสรรให้ตามกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานด้านบริหารจัดการวัคซีนจะมีการปรึกษากันอีกครั้งในการจัดสรรต่อไป โดยต้องดูถึงความจำเป็นเพื่อลดภาระการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด&amp;rdquo; นพ.สุระ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ส่วนการกำหนดการจัดสรรวัคซีน ในกลุ่มที่เป็นประเด็นในสังคม&amp;nbsp; ก็ได้มีมิติการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 4/2564 ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 เรื่อง คำแนะนำการให้วัคซีนโควิด19 ของ Pfizer ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีรายละเอียดดังนี้ คำแนะนำแนวทางการให้วัคซีน Pfizer สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า โดยกลุ่มเป้าหมาย: บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทุกคนที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงานทั่วประเทศ รวมทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงาน หรือการเรียนการสอน เช่น แผนกผู้ป่วยนอก แผนกผู้ป่วยใน คลินิกทางเดินหายใจ ห้องฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสนาม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่กักกันหรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 อื่นๆ ตามการพิจารณาของสถานพยาบาล / หน่วยงานต้นสังกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า โดยมีหลักการให้วัคซีนดังนี้ 1. บุคลากรที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm ครบ 2 เข็มพิจารณาให้วัคซีน Pizer กระตุ้น 1 เข็ม 2. บุคลากรที่ได้รับวัคซีนใด ๆ มาแล้วเพียง 1 เข็มพิจารณาให้วัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 โดยกำหนดระยะห่างระหว่างโดสตามชนิดของวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นหลัก เช่น เข็มที่ 1 ฉีดไปแล้ว มีกำหนดฉีดเข็มที่ 2 ใน&amp;nbsp; 3 สัปดาห์ ก็ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 3. บุคลากรที่ไม่เคยได้วัคซีนใด ๆ มาก่อนพิจารณาให้วัคซีน Pfizer 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ ตามมาตรฐานที่กำหนด 4. บุคลากรที่เคยติดเชื้อโควิดและไม่เคยได้รับวัคซีนพิจารณาให้วัคซีน Pizer 1 เข็มโดยมีระยะห่างจากวันที่พบการติดเชื้ออย่างน้อย 1 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เคยได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ 1. วัคซีน Sinovac เข็มแรกและวัคซีน Astrazeneca เข็มที่ 2 หรือ 2. วัคซีน AstraZeneca 2 เข็มหรือ 3. วัคซีน Sinovac 2 เข็มและได้รับเข็มกระตุ้นด้วย Astrazeneca 1 เข็ม 3 กลุ่มดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาขณะนี้ยังไม่แนะนำให้วัคซีน Pizer เป็นเข็มกระตุ้นเพราะบุคลากรดังกล่าวยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงเพียงพอ เนื่องจากเพิ่งฉีดวัคซีนมาไม่นาน และยังไม่มีข้อมูลวิชาการที่จะสนับสนุนว่าจะฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามบุคลากรกลุ่มนี้ให้ขึ้นทะเบียนรายชื่อไว้ และจะมีการพิจารณาข้อมูลวิชาการและดำเนินการให้วัคซีน Pfizer ตามข้อมูลวิชาการและจำนวนวัคซีนที่จะเข้ามาเพิ่มในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีกลุ่ม VIP&amp;nbsp; ออกมาโพสทางสื่อว่าได้รับวัคซีนไฟเซอร์แล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะวัคซีนที่ได้จากสหรัฐอเมริกา กระทรวงสาธารณสุขมีการตรวจสอบอย่างไร นพ.โอภาส กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าวัคซีนไฟเซอร์ เพิ่งได้รับมาจากสหรัฐอเมริกา ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนตีสี่ ของวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 จากนั้นมีการนำเข้าไปเก็บที่ คลังบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา(ประเทศไทย) จำกัด ในอุณหภูมิ -70 องศา ขณะนี้วัคซีนทั้งหมดยังคงเก็บอยู่ที่คลัง ยังไม่ได้มีการกระจายออกไป เนื่องจากจะมีระบบการควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้นกระแสข่าวที่มีกลุ่มบุคคลได้รับวัคซีนไฟเซอร์จากที่ไหนอย่างไร ยืนยันว่าไม่ใช่วัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการจัดสรรในรอบนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่พยาบาล หรือทุกคนที่เสี่ยงในการดูแลผู้ป่วยโควิด19 ด่านหน้าทุกคน&amp;nbsp; รวมไปถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ด้วยเหตุที่เชื้อไวรัสมีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ตลอด จึงต้องมีชุดความรู้เกิดขึ้นใหม่ ไม่มีตำราไหนกำหนดไว้ และทำให้การต่อสู้เป็นไปยากลำบาก และผู้บริหารที่พิจารณา ทั้งด้านวิชาการ และบริบทของประเทศไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของบุคลากรและประชาชน จนเกิดแนวทางที่เป็นการป้องกันประชาชนด้วยวัคซีนไฟเซอร์ และเป็นความท้าทายในการตัดสินใจ ซึ่งต้องกราบเรียนว่า การตัดสินใจบางอย่างอยู่ในพื้นฐานหลักฐานที่มีทางวิชาการ บางอย่างอยู่ในความเป็นไปได้ที่คิดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นความเสี่ยงเพราะทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่ เป็นเหตุให้พวกเราทุกคนต้องร่วมใจกันติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะของสภาวิชาชีพทั้ง 7 สภาวิชาชีพ ขอบคุณคณะกรรมที่ฟังเสียงจากส่วนรวมทุกฝ่ายทุกข้อมูล จนทำให้เกิดการดำเนินการในครั้งนี้ และให้วัคซีนไฟเซอร์ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะจะมีระบบแท็กติดตาม ในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด อีกทั้งยังกำหนดให้มีการติดตามบุคลากรที่มีการลงทะเบียน 3 กลุ่มสุดท้ายที่เพิ่งมีการรับวัคซีน ถ้ามีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน มั่นใจได้ว่าจะมีการคุ้มครองโดยปลัด สธ. ที่มีความห่วงใยกลุ่มนี้เป็นพิเศษ จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ในอนาคตอย่างแน่นอน หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยกว่า สำหรับสมาชิกแพทยสภาที่ลงทะเบียนวัคซีนแอสตร้าเซนิก้าไว้ในเข็ม 3 จำนวน 200 คน หากต้องการปรับเปลี่ยนสามารถแจ้งในเฟสบุ๊ค แพทยสภา จะมีการดำเนินการให้ สุดท้ายต้องขอบคุณทุกคนที่ห่วงใยบุคลากรด่านหน้า ซึ่งปลัด สธ. ย้ำเสมอว่า บุคลากรด่านหน้าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู้โควิด19 และต้องชนะไปด้วยกัน&amp;rdquo; นพ.อิทธพร กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111940</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุระ วิเศษศักดิ์, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, วัคซีน, สธ., ไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61078e777f6e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.โดดเข้าเยียวยา ผู้จองคิว&#039;หมอพร้อม&#039; แต่ถูกเลื่อน เผยผู้สูงอายุฉีดไปแค่ 0.3% ยันไม่ได้แย่งงานกทม.แต่ต้องปกป้องกลุ่มเปราะบาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.64- ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 แก่ผู้ลงทะเบียนหมอพร้อมที่ถูกเลื่อนฉีดวัคซีนเดือนมิถุนายน เขตกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวว่า ได้รับนโยบายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เยียวยา 2 กลุ่มหลักที่จองผ่านระบบหมอพร้อมในเขตกรุงเทพมหานคร คือ กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งตามวัตถุประสงค์การฉีดวัคซีน คือ 1.เพื่อลดการป่วย การเสียชีวิต มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เนื่องจากหากป่วย จะมีโอกาสเข้าห้องไอซียู มีอาการรุนแรง และเสียชีวิต จึงเป็น 2 กลุ่มแรกที่ควรได้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เพื่อคงระบบสาธารณสุขให้เดินหน้าได้ ฉีดวัคซีนในบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข และ3.การขับเคลื่อนเดินหน้าเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และการควบคุมป้องกันโรค ในพื้นที่มีการระบาด เช่น กทม. ปริมณฑล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ กลุ่มบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว 86.5 % ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า ทหาร ตำรวจ 12.7 %, อสม. 10.4 %, ประชาชนทั่วไป 2 %, ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง 1.5 % และผู้สูงอายุ 0.3 % จะเห็นได้ว่ากลุ่มเปราะบาง มีความเสี่ยงสูงยังได้รับวัคซีนน้อย กระทรวงสาธารณสุขตั้งใจให้ 2 กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพื่อลดการสูญเสีย ลดการป่วย และระบบสาธารณสุขจะได้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นได้ด้วย จึงมีการจองระบบหมอพร้อม ฉีดในโรงพยาบาลเล็ก 300 คนต่อวัน โรงพยาบาลใหญ่ 600 คนต่อวัน และคาดไว้ว่าจะมีผู้จองฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายน ไม่เกิน 4 ล้านโดส และในเดือนกรกฎาคมไม่เกิน 5 ล้านโดส ขณะที่มีผู้จองจริง 8.1 ล้านโดส ดังนั้นหากบริหารจัดการได้ดี ทั้ง 2 กลุ่มนี้ควรได้รับการฉีดตามวันนัดที่จองไว้ และมั่นใจว่าจังหวัดต่างๆ สามารถบริหารจัดการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ในกทม. ผู้ที่จองหมอพร้อมที่โรงพยาบาลในกทม. และถูกเลื่อนนัดฉีดเดือนมิถุนายนออกไป ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลที่จองไว้ หากมีปัญหากระทรวงสาธารณสุขจะช่วยสนับสนุน ไม่ได้แย่งงานกทม.ทำ เราคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการฉีดวัคซีน และดูแล 2 กลุ่มนี้ให้ได้ตามเป้าหมาย และกทม.เป็นพื้นที่ระบาดหนัก ได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก 2 กลุ่มนี้ จึงควรรับวัคซีนเป็นลำดับแรกๆ ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่ถูกเลื่อนสอบถาม รพ.ที่นัดฉีดวัคซีนก่อนว่าถูกเลื่อนจริงหรือไม่ หรือกลับมาฉีดได้ตามเดิม หากมีปัญหาจริงให้โทรมาที่โอเปอเรเตอร์หมอพร้อม 02-7922333 เพื่อนัดมาฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อแทน&amp;rdquo; นายแพทย์โสภณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าคนที่มีปัญหาถูกเลื่อนฉีดวัคซีนไม่น่าจะมีมาก เนื่องจากพื้นที่ กทม.มีการจองผ่านหมอพร้อมใน มิ.ย.รวม 456,414 คน แบ่งเป็นวันที่ 7-13 มิ.ย. 178,556 คน วันที่ 14-20 มิ.ย. 133,637 คน และวันที่ 21-30 มิ.ย. 144,221 คน โดยฉีดวัคซีนแล้วเป็นผู้สูงอายุฉีดเข็มแรก 161,449 คน เข็มสอง 11,063 คน กลุ่มโรคเรื้อรังเข็มแรก 120,151 คน และเข็มสอง 16,822 คน แต่คงประเมินไม่ได้ว่าจะมีตกหล่นจำนวนเท่าไร เพราะขึ้นกับว่า รพ.นัดซ่อมฉีดวัคซีนได้หรือไม่ หากนัดมาซ่อมเร็วก็ไม่มีปัญหา ประชาชนไปฉีดที่ รพ.ตามเดิมได้ อาจจะแค่มีช่วง 2-3 วันนี้ที่มีการเลื่อนนัดไปแล้วไม่ได้ฉีด หรือบางส่วนที่นัดไปฉีดใหม่นาน ก็ให้ติดต่อเข้ามา โดยทางศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะเป็นจุดเยียวยาสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการฉีดวัคซีนในพื้นที่ อยากให้คนจองผ่านหมอพร้อมได้รับวัคซีนตามนัด แต่ขึ้นกับสถานการณ์ด้วย โดยพื้นที่ก็ต้องชั่งน้ำหนักในการจัดสรรฉีดวัคซีนกลุ่มต่างๆ เช่น หากมีการระบาดมากคิดว่าจำเป็นกว่าก็อาจให้กลุ่มนี้มากขึ้น เป็นต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แผนการกระจายวัคซีนต่าง ๆ ยังคงเป็นไปตามแผนที่ทาง ศบค. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางไว้ ว่าในเดือนมิถุนายนจะมีการกระจายวัคซีนทั้งหมดอย่างน้อย 6 ล้านโดส ในช่วงครึ่งแรกเดือนมิถุนายนได้มีการกระจายวัคซีนไปแล้ว 3.5 ล้านโดส เป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 ล้านโดส และซิโนแวค 1.5 ล้านโดส เริ่มฉีดแล้ว 8 วันตั้งแต่ 7-14 มิถุนายน วานนี้ฉีดวัคซีนแล้ว 323,060โดส และยังคงฉีดไปเรื่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่วัคซีนที่กระจายไปจะอยู่ที่จุดฉีดต่าง ๆ ซึ่งสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างดี สามารถฉีดได้เฉลี่ยวันละ 300,000 โดส หรือประมาณ 10 ล้านโดสต่อเดือน จะเห็นได้ว่าศักยภาพการฉีดมีอยู่สูง ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการฉีดเป็นทางการ 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 7 -14 มิถุนายน ฉีดแล้ว 2,410,663 โดส รวมตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 6,511,184โดส ทั้งวัคซีนแอสตร้าซิเนก้าและซิโนแวค เป็นไปตามแผนและเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการจัดหาวัคซีนในครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน จะมีวัคซีนเข้ามาอย่างน้อย 3 ล้านโดส กระจายไปยังจุดต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้ มีการประสานกับหน่วยปลายทางที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนี้ในเดือนมิถุนายนสามารถจัดส่งวัคซีนไปได้ตามแผน และจะเป็นไปตามแผน 6.5 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ละพยายามที่จะจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน เมื่อวัคซีนเข้ามาจะมีการแจ้งเป็นระยะๆ ให้ทราบ และขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วัคซีนมีหลายแบบการนัดหมายมีความแตกต่างกัน ขอชี้แจงว่า ซิโนแวคระยะฉีด 2-4 สัปดาห์ระหว่างเข็ม 1 และ 2 เราจึงนัด 3 สัปดาห์ เพื่อให้ยืดหยุ่นได้หากไม่สะดวกมารับวัคซีน ส่วนแอสตร้าเซนเนก้านั้น เอกสารใบกำกับวัคซีน และข้อมูลคณะกรรมการวิชาการให้ฉีดได้ 10-12 สัปดาห์ เรานัดค่ากลางที่ 12 สัปดาห์ แต่ข้อมูลวิชาการสามารถเพิ่มหรือลดลงได้ตามสถานการณ์ ไม่ได้แปลว่านัด 10 สัปดาห์แล้วจะผิด ถือว่ายังอยู่ในกรอบ ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้รับวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมได้&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอทำความเข้าใจว่า คนที่ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อมช่วง มิ.ย.ในพื้นที่ กทม. หากไม่มีการเลื่อนนัดจาก รพ.ที่ลงทะเบียนให้ไปฉีดวัคซีนตามนัดหมายเดิม หรือถ้ามีการเลื่อนนัด ขอให้ติดต่อสอบถาม รพ.อีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงวันที่ใกล้ฉีดวัคซีนว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากสัปดาห์นี้ กรมควบคุมโรคจะมีการส่งวัคซีนไปเพิ่มเติมตามที่กำหนด ขอให้สอบถาม รพ.ก่อน เพราะอาจกลับมาฉีดได้ตามเดิมก็ให้ไปฉีดที่ รพ.เป็นหลัก แต่อาจมีกลุ่มที่ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานี้ถูกเลื่อนฉีดไปแล้วหรือรพ.ยังจัดการไม่ได้ ใกล้วันฉีดแล้วยังถูกเลื่อนอีก ก็สามารถมาฉีดที่บางซื่อได้ โดยขอให้โทรไปคอลเซนเตอร์หมอพร้อม ซึ่งมีเกือบ 200 คู่สาย จะมี SMS นัดหมายระบุวันและเวลาฉีด นำมาแสดงเพื่อรับการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อได้ เริ่มฉีดตั้งแต่ 16 มิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าหมอพร้อมที่ถูกเลื่อนมีปัญหาจริงๆ น่าจะมีไม่เกินพันคน ซึ่งเตรียมวัคซีนเผื่อไว้ 2 พันโดสต่อวัน โดยคอลเซนเตอร์หมอพร้อมนัดมาชั่วโมงละ 200 คน ขอให้มาตามเวลานัดเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับความพร้อมของศูนย์ฯ บางซื่อนั้น สถาบันโรคผิวหนังเป็นผู้ดำเนินการบริหารศูนย์ฉีดนี้ มีการทดลองระบบตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. - 6 มิ.ย. โดยการฉีดกลุ่มขนส่งสาธารณะ ส่วนการฉีดทางการทั่วประเทศที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ฉีดวันละประมาณ 1 หมื่นคน โดยการจองผ่าน 4 เครือข่ายมือถือ จำนวน 5 พันคน และกลุ่มองค์กรอีก 5 พันคน เช่น สัปดาห์ที่ผ่านมาฉีดกลุ่มครูเพื่อรองรับเปิดเทอม และได้เตรียมจุด One Stop &amp;nbsp;Service รองรับการฉีดวัคซีนกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ โรคเลือด โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวที่คัดกรองแล้วยังควบคุมอาการได้ไม่ดี ไม่สามารถเดินได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการฉีดกลุ่มเปราะบางวันละ 200 ราย รอรับฉีดวัคซีนและสังเกตอาการได้ที่จุดเดียว มีแพทย์ พยาบาล และอุปกรณ์การดูแลเตรียมไว้ทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106446</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, #สธ., กทม., นพ. โสภณ เมฆธน, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, หมอพร้อม, เยียวยากลุ่มฉีดวัคซีน, เลื่อนฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c85bf649830.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039;โยนถาม&#039;กทม.&#039;รพ.ในกรุงเทพฯเลื่อนฉีดวัคซีนลั่น&#039;สธ.&#039;ไม่มีบทบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.64-นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครออกประกาศขอเลื่อนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าสุด 13 มิ.ย.64ว่า กรมควบคุมโรค และกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่กระจายวัคซีนตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ซึ่งจะเป็นฝ่ายประเมินว่าแต่ละพื้นที่ต้องการเท่าไร โดยรับความประสงค์มาจากพื้นที่นั้นๆ เมื่อวัคซีนลงไปถึงแล้วให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจำนวนวัคซีน ทางกระทรวงฯ ไม่ได้มีบทบาทในส่วนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับกรณีที่โรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพเลื่อนฉีด ตรงนี้ขอให้ไปสอบถามจากสำนักอนามัยกรุงเทพฯ ถึงรายละเอียดการจัดสรร ทุกวันมียอดการรับบริการที่เพิ่มขึ้น การฉีดวัคซีนยังดำเนินต่อไป ล่าสุด มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 6 ล้านโดส สอดคล้องตามเป้าหมายของแผนการฉีดวัคซีน ซึ่ตามแผน ต้องฉีดให้ได้ 10 ล้านโดส ภายในเดือนมิ.ย.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106230</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, สธ., เลื่อนฉีดวัคซีน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082a8f261f1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเดิม &#039;ที่ใหม่-เวลาเดิม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กอง บ.ก.เขาประชุมลงมติว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเขียนเก่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้ เลยให้พาสชั้น จากหน้า ๕ ขึ้นไปอยู่หน้า ๘!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณ &amp;quot;ผักกาดหอม&amp;quot; ก็เขียนเก่ง ได้พาสชั้นเหมือนกัน &amp;nbsp;จากหน้า ๓ พาสไปอยู่แทนผมที่หน้า ๕&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แค่ &amp;quot;ปรับเล็ก&amp;quot; ตัดหน้ารัฐบาลน่ะครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับใหญ่เอาไว้กลางปี แล้วคอยดูกัน ระหว่าง &amp;quot;ปรับครม.&amp;quot; สู่โหมดปฏิรูประบบราชการ กับ &amp;quot;ไทยโพสต์ดิสรัปต์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครจะเจ๋งกว่ากัน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่เจ๋งสุด ชั่วโมงนี้ ต้องยกให้ &amp;quot;โควิด ภาค ๒&amp;quot; ทำเอาทั้งรัฐบาลและการสาธารณสุข พลิกตำรารับมือแทบไม่ทัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ยังพอทัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นว่า รอบนี้ รัฐบาลไม่ใช้นิติศาสตร์รับมือ เปลี่ยนไปใช้รัฐศาสตร์+เศรษฐศาสตร์แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ใครๆ ก็นึกว่า จะปูพรมล็อกดาวน์เหมือนรอบแรก &amp;nbsp;แต่หมอทวีศิลป์บอกว่า ใช้กฎหมาย ๑๐๐% ก็ไม่ได้ผล ซ้ำเสียหายทางเศรษฐกิจภาพรวมด้วยซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอบนี้ จึงใช้สูตร &amp;quot;เจ็บที่ไหน รักษาตรงนั้น&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล็อกดาวน์เป็นพื้นที่ๆ ไป แรงงานต่างด้าวเถื่อน ถึงตรวจค้นจับ ก็จับได้ไม่หมด ซ้ำจะมุดลงใต้ดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะหน้า รัฐก็ปรับนโยบาย จากจับ ให้แรงงานเถื่อนขึ้นมาบนดิน แล้วตีทะเบียน ให้ทำงานได้ชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็ว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความเห็นแก่ตัว &amp;quot;ล็อกสันดาน&amp;quot; ตัวเอง ด้วยความรับผิดชอบไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตราบนั้น ต่อให้ &amp;quot;ล็อกดาวน์ประเทศ&amp;quot; ใครฝ่าฝืนยิงเป้า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนถูกยิงเป้า จะมากกว่าติดโควิดตายด้วยซ้ำ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอะไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โควิดรอบนี้ เหมือนน้ำป่าหลาก มาเร็ว-มาแรง กินทุกปอดที่ขวางหน้า ทุกคนตกใจ กลัว!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็กลัว แต่ไม่ตกใจ จับทางได้ว่า มาเร็ว-มาแรง ก็ไปเร็ว-ไปแรง จะไม่อ้อยอิ่งเป็นมวลโควิดรอการระบายเหมือนรอบแรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักเดือน-สองเดือน อย่างช้า ปลายกุมภา-ต้นมีนา พอรู้ว่าวัคซีนมา มันก็ถลกตูดหนีแล้ว!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขป่วยหลายๆ ร้อยต่อวัน อย่ามองว่าสะท้อนความรุนแรงเกินรับมือ ควรมองว่า สะท้อนถึง การปูพรมตรวจของการสาธารณสุขมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยประสิทธิภาพและด้วย &amp;quot;รถตรวจโรคพระราชทาน&amp;quot; จึงตรวจได้เร็วและทั่วถึง ไม่ต่างใช้ตะแกรงตาถี่ร่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอบนี้ ผมเห็นใจและสงสาร &amp;quot;แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์&amp;quot; เป็นพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอชมเชยทีม &amp;quot;กรมควบคุมโรค&amp;quot; เช่น นพ.โอภาส &amp;nbsp;การย์กวินพงศ์ อธิบดี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดี &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยากบอกว่า &amp;quot;ทีมควบคุมโรค&amp;quot; สาธารณสุข และทุกโรงพยาบาลของประเทศ.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกท่านเป็นผู้รับกรรมที่ไม่ได้ก่อโดยแท้ ต้องอดตาหลับ-ขับตานอน ต้องสละสุขส่วนตัว, ส่วนครอบครัวช่วงปีใหม่ เพื่อประเทศและคนทุกคนในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่พวกก่อ &amp;quot;ลอยหน้ากิน&amp;quot; กันสุขสบาย แถมมียศ-มีตำแหน่ง มิละอาย ระบบก็ &amp;quot;เมิน&amp;quot; เหมือนหมาไม่กินหมาด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โควิดรอบแรก ถือว่า &amp;quot;ธรรมชาติทำ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่รอบนี้ ต้องบอกว่า &amp;quot;ส่วยทำ&amp;quot; เพราะระบาด ด้วย &amp;quot;คนในระบบราชการ&amp;quot; พวกหนึ่ง เห็นแก่ตัวและทรยศต่อหน้าที่ตัวเองโดยแท้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่อนพนันเถื่อน, แรงงานเถื่อน, ขายบริการทางเพศเถื่อน, สถานบริการเถื่อน, หลบหนีเข้าประเทศเถื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เถื่อนนี้ มีได้อย่างไร ถ้าคนในระบบราชการไม่อสัตย์?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็เพราะพยักหน้าแลกส่วย เมื่อโรคระบาด คนป่วยก็ปกปิดข้อมูล กว่าจะเค้นให้รู้แหล่ง ก็สายเกิน แทนที่จะสกัดได้แต่แรกๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงตอนนี้ จะชี้ไปทางตำรวจ ไปทางมหาดไทย ไปทางท้องที่ ทางชายแดน ทาง ตม. ก็เปล่าประโยชน์ รังแต่จะเจ็บช้ำน้ำใจต่อกันไปเปล่าๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ จึงขอเปลี่ยนจากเอาแต่ด่ากัน-โทษกัน ไปเป็นมองปัญหาในทางช่วยกัน &amp;quot;แปลงสิ่งทรามให้ประเสริฐ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลก็เห็นแล้ว การสาธารณสุขก็เห็นแล้ว &amp;nbsp;ประชาชนก็เห็นแล้ว ว่า &amp;quot;บ่อเกิด&amp;quot; ของระบาดรอบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากโรคระบาดเองโดยตรง หรือเกิดจากคนระบบรัฐ เอื้อให้มันระบาด?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิรูประบบราชการ&amp;quot; รวมถึง &amp;quot;ระบบการเมือง&amp;quot; จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่นายกฯ ต้องรีบลงมือทำ เพื่ออนาคตประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยรองรับ &amp;quot;สังคมอนาคต&amp;quot; ของประเทศ ด้านภาคพื้นดิน ทั้งระบบราง ระบบถนน ระบบเรือ รวมถึงภาคเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมนวัตกรรม นายกฯ ก็ทำไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคพื้นอากาศ โครงสร้างไอทีต่างๆ ทั้ง ๕ จี ๖ จี &amp;nbsp;นายกฯ ก็วางรากฐาน &amp;quot;สู่อนาคต&amp;quot; ศตวรรษที่ ๒๑ ไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกว่า &amp;quot;ภาควัตถุ&amp;quot; ใช้ขับเคลื่อนประเทศ เตรียมไว้พร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้ที่จะเข้ามาใช้เครื่องมือขับเคลื่อน คือคนในระบบราชการ ยังไม่พร้อม คือยังไม่ได้พัฒนาให้ก้าวหน้าทันของใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้ยังไง?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิรูปคนในระบบราชการแล้ว สิ่งจำเป็นอีกระบบที่ควรต้องทำเดี๋ยวนี้ คือการนำ &amp;quot;บล็อกเชน&amp;quot; มาใช้ในระบบเบิกจ่าย และการประมูลทุกชนิดในภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจควบคุม-ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันในการประมูล การใช้เงินในระบบราชการได้ไม่ ๑๐๐% ก็จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังดีกว่าปล่อยให้มันโกงไปได้ ๘๐-๙๐% จับได้แค่ &amp;nbsp;๑-๑๐% อย่างเป็นอยู่ตอนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงคลัง-แบงก์ชาติ&amp;quot; เท่าที่ดู นำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบการเงิน-การคลัง สะสมประวัติบุคคลเข้าในฐานข้อมูลประชาชาติได้น่าพอใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น ไม่มีเหตุผลใด ที่นายกฯ จะไม่ปฏิรูประบบราชการไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะ &amp;quot;ตำรวจ-มหาดไทย&amp;quot; ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่ทำก่อนถึงปี ๖๕.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ต้องบอกว่า อะไรๆ ที่ทำมาทั้งหมด &amp;quot;สูญเปล่า&amp;quot;!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88713</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08b9fab0d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 19:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบชาวเมียนมาในจ.พัทลุง ติดเชื้อโควิด 1 ราย  เดินทางมาจากแม่สอดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ต.ค.63-นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 เป็นแรงงานชาวเมียนมาในพื้นที่จังหวัดพัทลุง 1 ราย นั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับรายงานในเรื่องนี้ กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา (สคร.12 จ.สงขลา) ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดพัทลุง ติดตามและประสานงานกรณีดังกล่าวกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคและตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมทั้งให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชน ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากข้อมูลในเบื้องต้น พบว่าเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 63 มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายถูกจับ 10 คน ขณะเดินทางจากจ.สงขลา ไปจ.สุราษฏร์ธานี เมื่อผ่านอ.ป่าบอน จ.พัทลุง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอนจับกุม ในจำนวน 10 คนนี้ แบ่งเป็น 1) คนขับรถชาวเมียนมา 1 คน ขับรถกระบะมาจากพังงามารับแรงงานต่างด้าวที่สี่แยกคูหาอ.รัตภูมิ จ.สงขลา &amp;nbsp;2) คนงานโรงงานยางพาราที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 6 คน &amp;nbsp;และ 3) คนงานก่อสร้างที่อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 3 คน &amp;nbsp;ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจด้วยวิธี RT-PCR ที่รพ.พัทลุง ทั้ง 10 คน เมื่อวันที่ 28 ต.ค.63 ผลพบเชื้อโควิด 19 จำนวน 1 ราย เป็นคนงานก่อสร้าง และทางรพ.พัทลุง ได้ส่งตรวจยืนยันที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ตรัง วันที่ 29 ต.ค.63 ผลพบเชื้อโควิด 19 โดยผู้ติดเชื้อถูกแยกรักษาตัวที่รพ.ป่าบอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนขับรถ ทราบว่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้ เดินทางมาจากอ.แม่สอด จ.ตาก ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว &amp;nbsp;ส่วนการตรวจพบเชื้อโควิด 19 ในรายนี้ พบสารพันธุกรรมของเชื้อในปริมาณน้อย อาจจะเป็นการติดเชื้อรายเก่า และขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการในการตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกัน เพื่อประกอบการวินิจฉัยต่อไป &amp;nbsp;ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จำนวน 3 ราย ได้รับการกักตัวและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลเป็นลบ ไม่พบเชื้อโควิด 19 แต่อย่างใด และได้มีการติดตามและค้นหาผู้สัมผัสเพิ่มเติมในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ขอความร่วมมือประชาชนการ์ดอย่าตก คงมาตรการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่าง โดยเฉพาะช่วงวันลอยกระทงนี้ สามารถจัดงานได้ แต่ขอให้รักษามาตรการในการป้องกันโรคเหมือนเช่นเดิม ตระหนักแต่ไม่ตระหนก ขอให้รับฟังข่าวสารทางการจากกระทรวงสาธารณสุขและจังหวัดอย่างต่อเนื่อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&amp;quot; นพ.โอภาสกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82307</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จ.พัทลุง, ชาวเมียนมา, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9bff0350a2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯ เผยตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไปแล้ว กว่า 100,000 ตัวอย่าง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;13 เม.ย.63- นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขยายขีดความสามารถห้องปฏิบัติการ ในทุกจังหวัดและกทม. ให้พร้อมตรวจได้ทั่วถึง ตั้งเป้าตรวจได้อย่างน้อย 20,000 ตัวอย่าง/วัน ตามโครงการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;1 จังหวัด 1 แล็บ 100 ห้องปฏิบัติการ&amp;rdquo; เป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง การมีระบบการจับคู่ห้องปฏิบัติการกับโรงพยาบาลต้นสังกัด เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์กับกรมควบคุมโรคและโรงพยาบาลที่ส่งตรวจ ทำให้การรับส่งเชื้อรวดเร็ว รายงานผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยให้การป้องกันควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขณะนี้มีห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ 93 แห่ง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข 46 แห่ง (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 23 แห่ง กรมวิทย์ฯ 15 แห่งและอื่นๆ 8 แห่ง) ภาคเอกชน 28 แห่ง มหาวิทยาลัยและภาครัฐอื่นๆ 19 แห่ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ &amp;ndash; 10 เมษายน 2563 ห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 รวมทั้งสิ้น 100,498 ตัวอย่าง เฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 &amp;ndash; 10 เมษายน 2563 ตรวจได้ 16,490 ตัวอย่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการตรวจหาเชื้อโควิด-19 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ใช้เครื่องมือที่มีอยู่เดิม และน้ำยาตรวจกรมวิทย์ฯ ได้พัฒนาวิธีการตรวจขึ้นมาเอง ไม่ได้ซื้อชุดตรวจสำเร็จรูปจากภาคเอกชนส่วนโรงพยาบาลในต่างจังหวัด มีทั้งการใช้เครื่องเดิม หรือใช้วิธีซื้อน้ำยาและใช้เครื่องมือจากเอกชน หรือจัดซื้อโดยใช้งบของโรงพยาบาล ส่วนวิธีการตรวจ ทุกแห่งใช้การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี Real-time PCR ซึ่งเป็นวิธีการที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ผู้ตรวจต้องเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ และระบบความปลอดภัยทางชีววิทยา (Biosafety) จึงไม่สามารถเปิดให้บริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 เพื่อให้การวินิจฉัยรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว การเปิดห้องปฏิบัติการ จัดซื้อน้ำยา และอุปกรณ์การตรวจโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการจัดซื้อเครื่องมือรวม ขอความร่วมมือนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม และบั่นทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจและทำงานหนักเพื่อปกป้องคนไทยทุกคนจากโควิด-19&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ภายในเดือนเมษายนนี้ จะมีห้องปฏิบัติการเปิดเพิ่มอีก 49 แห่ง ตามโครงการ &amp;ldquo;1 จังหวัด 1 แล็บ 100 ห้องปฏิบัติการ&amp;rdquo; ทำให้ทั่วประเทศมีห้องปฏิบัติการทั้งหมด 142 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ภาคใต้ ในเขตสุขภาพที่ 11 เตรียมเปิดเพิ่มอีก 9 แห่ง ได้แก่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช รพ.วชิระภูเก็ต รพ.สิชล รพ.ระนอง รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ รพ.ทักษิณ รพ.หลังสวน รพ.พังงา รพ.กระบี่ จากเดิมที่มี 4 แห่ง และเขตสุขภาพที่ 12 เตรียมเปิดที่รพ.นราธิวาส ปัตตานี รพ.สตูล และตรัง เพิ่มจากเดิมที่มี 5 แห่ง สนับสนุนการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (Active Finding Case) ในพื้นที่ทำได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63025</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, การตรวจหาเชื้อโควิด-19, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c46868cbe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
